29/05/2026
ปัญหา "ดาดฟ้ารั่วซึม" ถือเป็นฝันร้ายอันดับต้นๆ ของคนมีบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือทาวน์โฮม เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว น้ำที่ซึมลงมายังทำลายฝ้าเพดาน โครงสร้างเหล็กภายในจนเกิดสนิมระเบิด และทำให้เกิดเชื้อราสะสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เมื่อคิดจะซ่อมแซมหรือทำระบบกันซึมดาดฟ้า ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Liquid Applied Membrane (วัสดุกันซึมชนิดทาเคลือบ) คือคำตอบที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน และเมื่อต้องปรึกษาช่างหรือร้านวัสดุก่อสร้าง คำถามที่ต้องเจอแน่นอนคือ "จะใช้กันซึมแบบ PU หรือ Acrylic ดี?" บทความนี้จะพามาเจาะลึกความแตกต่าง โดยนำข้อมูลทางเทคนิคจากเทคโนโลยีของ Sika Thailand มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อให้เลือกสิ่งที่คุ้มค่าและเหมาะกับหน้างานมากที่สุด
ทำความรู้จักกันซึมดาดฟ้าทั้ง 2 ประเภท
ก่อนจะไปดูข้อแตกต่าง มาทำความเข้าใจคุณลักษณะพื้นฐานของวัสดุทั้ง 2 ชนิดผ่านผลิตภัณฑ์เรือธงจาก Sika
1. กันซึมประเภท อะคริลิก (Acrylic กันซึม)
อะคริลิกสูตรน้ำ (Water-basedAcrylic) มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่า ใช้งานง่าย และสะท้อนความร้อนได้ดี เหมาะสำหรับงานหลังคาดาดฟ้าทั่วไปที่ไม่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
- ผลิตภัณฑ์แนะนำ: LANKO 451 Roof Seal (Sovacryl) อะคริลิกทากันซึมและสะท้อนความร้อนคุณภาพสูง ยืดหยุ่นตัวได้ดี ทนทานต่อรังสี UV ยึดเกาะกับพื้นผิวคอนกรีตได้ดี
2. กันซึมประเภท โพลียูรีเทน (PU กันซึม)
โพลียูรีเทน เป็นวัสดุที่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีข้อดีเหนือกว่าอะคริลิกในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความยืดหยุ่นและการทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง เหมาะ สำหรับดาดฟ้าที่ต้องการความทนทานในระยะยาว หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยร้าวซ้ำซ้อน
- ผลิตภัณฑ์แนะนำ: Sikalastic-501 Roofseal Plus โพลียูรีเทนกันซึม (PU) สูตรน้ำที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก ไร้รอยต่อ สามารถปกปิดรอยแตกร้าว (Crack-bridging) ได้ดี และทนสภาพอากาศเมืองไทยได้ยาวนาน
ตารางเปรียบเทียบ: ทากันซึมดาดฟ้า PU vs Acrylic
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติสำคัญจากข้อมูลผลิตภัณฑ์ Sika และ Lanko ได้ตามตารางนี้:
คุณสมบัติทางเทคนิค | กันซึม PU (Sikalastic-501 Roofseal Plus) | กันซึม Acrylic (LANKO 451 Roof Seal) |
ส่วนผสมหลัก | โพลียูรีเทนสูตรน้ำ (Water-based PU) | อะคริลิกสูตรน้ำ (Water-based Acrylic) |
ความยืดหยุ่น (Elasticity) | สูงกว่า (ยืดหยุ่นตัวสูงเป็นพิเศษ รองรับการขยายตัวโครงสร้างได้ดีกว่า) | ปานกลาง-สูง (ยืดหยุ่นตามโครงสร้างทั่วไปได้ดี) |
การปกปิดรอยแตกร้าว | ดีเยี่ยม (มีคุณสมบัติ Crack-bridging ปกปิดรอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นใหม่ได้ดี) | ดี สำหรับรอยแตกลายงาขนาดเล็ก |
การทนต่อน้ำขัง | ปานกลาง-สูง (ทนทานต่อน้ำขังข้ามวันได้ดีกว่าอะคริลิก) | ต่ำ (หากมีน้ำขังเป็นเวลานาน ฟิล์มสีอาจบวมพอง) |
การสะท้อนความร้อน / UV | ดีเยี่ยม ทนต่อรังสี UV และลดความร้อนสะสม | ดีเยี่ยม ทนต่อแสงแดดจัดได้ดี |
ความหนาฟิล์มสีเมื่อแห้ง | 0.5 - 0.8 มม. / สูงสุด 0.9 - 1.1 มิลลิเมตร | 0.4 - 0.7 มิลลิเมตร |
อายุการใช้งานโดยเฉลี่ย | 5 - 10 ปี+ (ทนทานยาวนานกว่า) | 3 - 5 ปี (ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา) |
ระดับราคา | ราคาสูงกว่า แต่คุ้มค่าในระยะยาว | ประหยัด |
เจาะลึกความต่าง: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับดาดฟ้า?
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Sika Thailand สามารถสรุปจุดเด่นและข้อจำกัดในการเลือกใช้งานจริงได้ดังนี้
1. ความสามารถในการรับแรงและการยืดหยุ่น
PU กันซึม (Sikalastic-501) มีประสิทธิภาพสูงกว่าในเรื่องนี้ ดาดฟ้าคอนกรีตต้องเจอความร้อนจัดช่วงกลางวันและเย็นตัวลงในเวลากลางคืน ทำให้คอนกรีตเกิดการ "ยืด-หด" ตัวตลอดเวลา เนื้อฟิล์มของ PU มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง จึงไม่แตกหักง่ายเมื่อโครงสร้างขยับ
Acrylic กันซึม (LANKO 451) แม้จะมีความยืดหยุ่นตัวที่ดี แต่เมื่อผ่านไปหลายปีฟิล์มสีจะเริ่มแห้งกรอบได้ง่ายกว่าหากเจอแดดจัดต่อเนื่อง จึงเหมาะกับโครงสร้างที่ค่อนข้างนิ่งแล้ว
2. ปัญหาน้ำขัง (Ponding Water)
ดาดฟ้าส่วนใหญ่มักมีปัญหาพื้นเป็นแอ่ง ทำให้น้ำฝนระบายไม่ทันและเกิดน้ำขัง หากใช้ Acrylic น้ำที่ขังจะเข้าไปทำปฏิกิริยาทำให้ฟิล์มอะคริลิกเริ่มเปื่อย บวม และล่อนออกในที่สุด
ในขณะที่ PU มีความทนทานต่อสภาวะน้ำขังชั่วคราวได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ระบบกันซึมประเภททาทั้ง 2 ชนิดนี้ ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังถาวร ควรทำระบบลาดเอียง (Slope) ให้ระบายน้ำได้ดีควบคู่ไปด้วย
3. ขั้นตอนการติดตั้งและการเสริมความแข็งแรง
ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์จาก Sika มีระบบที่สามารถใช้ แผ่นตาข่ายเสริมแรง เพื่อเพิ่มความแกร่งในบริเวณรอยต่อ มุมชน หรือจุดเสี่ยง เช่น ท่อน้ำทิ้ง (Floor drain)
สรุปคำแนะนำในการเลือกซื้อ
- เลือกทากันซึมประเภท อะคริลิก (LANKO 451) เมื่อ: ต้องการประหยัดงบประมาณ, พื้นที่ดาดฟ้ามีความลาดเอียงดีน้ำไม่ขัง, หรือต้องการทาเคลือบหลังคาเมทัลชีท หลังคากระเบื้องลอนเพื่อเน้นกันรั่วและสะท้อนความร้อน
- เลือกทากันซึมประเภท PU (Sikalastic-501) เมื่อ: ต้องการทำทีเดียวแล้วจบในระยะยาว 5-10 ปี, พื้นผิวมีรอยแตกร้าวลายงาเยอะ, ดาดฟ้ามีจุดที่น้ำระบายช้าชั่วคราว, และต้องการระบบกันซึมที่ทนทานต่อการเดินเหยียบย่ำเพื่อซ่อมบำรุง
ข้อควรระวังสำคัญ: ไม่ว่าจะเลือกระบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การเตรียมพื้นผิว" คอนกรีตต้องสะอาด แห้งสนิท ไม่มีคราบฝุ่นหรือตะไคร่น้ำ และต้องทารองพื้น (Primer) โดยการเจือจางตัวเนื้อน้ำยากันซึมกับน้ำ 10% ทาก่อนในชั้นแรก เพื่อให้เนื้อกันซึมยึดเกาะแน่นติดทนนาน ไม่หลุดล่อนง่ายในอนาคต